UFABETWINS คำว่า “ราชา” สำหรับวงการไหนๆ ก็ยิ่งใหญ่ทั้งนั้น เพราะมันมีความหมายว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวแบบไม่สามารถหาใครมาเทียบได้

อย่างไรก็ตาม ในวงการกีฬานั้นมันเป็นเรื่องยากในการหาราชาที่แท้จริง เพราะเมื่อเป็นถึงนักกีฬาระดับโลก ขีดความสามารถจะห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด และส่วนใหญ่มันมักจะเกิดคำถามโลกแตกว่า “ระหว่าง 2 คนนี้ ใครคือราชาที่แท้จริงกันแน่?” ซึ่งการหาราชานี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้ช่วงเวลาแห่งการแย่งชิงนั้นกลายเป็นตำนานจนทุกวันนี้ สำหรับวงการมวย มีการชิงตำแหน่งราชาที่เร้าใจอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งที่มีผู้ท้าชิงตำแหน่งมากที่สุด

ต้องย้อนกลับไปในช่วงยุค 80’s มันคือยุคที่มวยรุ่นกลางดุเดือดถึงขีดสุด จากการชิงตำแหน่งราชาของนักชกที่มีความแตกต่างของสไตล์ และ คาแร็คเตอร์กันอย่างสุดขั้ว นี่คือเรื่องราวเมื่อครั้ง ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด, โทมัส เฮิร์นส์, โรแบร์โต้ ดูรัน และ มาร์วิน แฮ็คเลอร์ เบียดกันขึ้นมาเป็นราชาจนได้ฉายาว่า Fabulous Four หรือ “จตุรเทพแห่งยุค 80’s” เพราะแตกต่างจึงสร้างจุดขาย “มือปืน”, “หมัดหิน”, “หมัดมหัศจรรย์”, “นักชกอัจฉริยะ”

นี่คือฉายาที่เหมือนหลุดมาจากโลกการ์ตูน แต่มันเกิดขึ้นจริง และนี่คือฉายาที่เหล่า Fabulous Four ถูกเรียก ซึ่งแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างเหมือนกับการเล่นเกมสักเกม คนหนึ่งว่องไวปราดเปรียว, คนหนึ่งหมัดหนัก, คนหนึ่งช่วงยาวเหลือเชื่อ และ อีกคนก็ชั้นเชิงมวยสุดยอด หากจะให้แยกความโดดเด่น และแตกต่างให้เห็นกันชัดๆ จตุรเทพแห่งยุค 80’s นั้นจะแบ่งให้เห็นได้ดังต่อไปนี้

1. ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด : สุดยอดมวยเชิงชาวอเมริกัน
ดีกรีเหรียญทองโอลิมปิกปี 1976 ที่ประเทศแคนาดา เรื่องเทคนิคไม่ต้องพูดถึง ว่องไวเป็นเลิศ อ่านสถานการณ์ยอดเยี่ยม เป็นมวยบ็อกเซอร์ที่สามารถชกได้หลากหลายเพราะความสามารถรอบด้าน จนถูกเรียกว่า “นักชกอัจฉริยะ”

2. โรแบร์โต้ ดูรัน : นักชกจากปานามา
ดินแดนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสหรัฐอเมริกา ดูรัน เป็นเหมือนตัวแทนของชาวปานามาที่หนีอพยพเข้ามาในอเมริกาและโดนกดขี่เรื่องเชื้อชาติ ดังนั้น การชกแต่ละไฟต์ของเขาจึงโดดเด่นเรื่องความหนักหน่วงของหมัดที่ถูกเรียกมาจากฉายาว่า “หมัดหินแห่งปานามา” นอกจากนี้เรื่องความทนทายาดนั้นไม่มีใครจะเกินเขาในยุคนั้น

3. มาร์วิน แฮ็คเลอร์ : เจ้าของฉายา “Marvelous” หรือ “หมัดมหัศจรรย์”
นี่คือนักชกที่เรียกได้ว่าเป็นมวยขวาตายซ้ายสลบได้อย่างแท้จริง เพราะเดิมทีเขาเป็นมวยขวาธรรมชาติ แต่สามารถฝึกฝนหมัดซ้ายได้จนคล่องและหนักหน่วง และเมื่อเขาถนัดทั้ง 2 ข้าง คู่ชกจะไม่สามารถประมาทเหลี่ยมการชกของเขาได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

4. โทมัส เฮิร์นส์ : หากจะบอกว่าใครต่อยมันที่สุดใน 4 คนนี้
ก็ต้องยกให้ โทมัน เฮิร์นส์ เจ้าของฉายา “ฮิตแมน” หรือไอ้มือปืน นำมาเป็นอันดับ 1 เพราะเฮิร์นส์เป็นมวยรุ่นกลางได้ที่ได้เปรียบเรื่องช่วงชกแบบสุดๆ นอกจากนี้ท่าไม้ตายเหวี่ยงหวัดของเขาก็รุนแรงหนักหน่วง จนมีท่าไม้ตายส่วนตัวทีชื่อว่า “ฟลิกเกอร์ แย็บ” ที่สามารถเปลี่ยนหมัดแย็บธรรมดาให้กลายเป็นหมัดน็อคได้ด้วยช่วงแขนและการเหวี่ยงที่ยาวกว่าคนอื่นๆ ความมันมันเกิดขึ้นหลังจากนี้ เมื่อทุกคนเดบิวต์ขึ้นมาในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

UFABETWINS

ทำให้ทั้ง 4 คนได้ชกกันแบบสลับคู่กันเรื่อยมาจนจับทางไม่ถูกว่าจริงๆแล้วใครเป็นเบอร์ 1 กันแน่? แต่ที่แน่ๆ การล่าตำแหน่งราชาพร้อมกัน 4 คนทำให้แต่ละคนพัฒนาตัวเองแบบไม่หยุด และเมื่อถูกสื่อกระพือเรื่องการชิงตำแหน่งหมายเลข 1 มันยิ่งทำให้เมื่อแต่ละคนได้ซัดกันบนเวที พวกเขาซัดกันแบบลืมตาย เรียกว่าได้ใจคอมวยยุคนั้นโดยไม่ต้องมีการโปรโมตก่อนไฟต์เหมือนมวยยุคนี้เลยด้วยซ้ำไป เดินหน้าฆ่ามัน มวยนั้นต่อให้คู่ชกทั้ง 2 คนจะเก่งแค่ไหน

แต่เมื่อขึ้นเวทีกันแล้วพวกเขาไม่เดินเข้าใส่กัน ไฟต์ดังกล่าวจะกลายเป็นไฟต์น่าเบื่อที่แสนน่าผิดหวังไปโดยปริยาย และมวยโลกคู่ใหญ่ๆ ส่วนมากมักจะเป็นเช่นนั้น ต่างฝ่ายต่างกลัวเสียแชมป์จึงทำให้การชกของแต่ละคนผิดจากสไตล์ปกติไป และทำการชกออกมาในรูปแบบของการเพลย์เซฟเน้นเก็บแต้มเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อย่างที่ได้กล่าวไป สำหรับกลุ่มจตุรเทพแห่งยุค 80’s นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการกั๊ก มีแต่การซัดกันให้หมอบ เอาให้ร่วง

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเวลานักชกกลุ่มนี้ขึ้นเวทีพร้อมกัน แม้เรื่องค่าตัวจะไม่เท่ามวยรุ่นยักษ์ แต่ถ้าเรื่องยอดขายตั๋วนั้นไม่เป็นรองแน่นอน เรียกได้ว่าหมดเกลี้ยงได้ยอดผู้ชมเต็มความจุเสมอ หนึ่งในแมตช์ที่ตอกย้ำและยืนยันถึงความเดือดได้ดีที่สุด คือไฟต์ระหว่าง แฮ็คเลอร์ กับ เฮิร์นส์ ในปี 1985 ที่ก่อนจะชกมีสงครามน้ำลายเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่สามารถกลบความมันตลอดช่วงเวลาที่ทั้ง 2 คนอยู่บนเวทีได้ ในไฟต์ดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดไปยังสถานีโทรทัศน์ทั่วโลกมากกว่า

600 สถานี และทุกคนได้เห็นกับตาตัวเองว่า ถึงแม้ มาร์วิน แฮ็คเลอร์ จะเป็นมวยสายดักชก แต่เมื่อไฟต์นี้มาถึงและมีเข็มขัดแชมป์ 3 สถาบันใหญ่ WBA, WBC, IBF ของตัวเองเป็นเดิมพัน เขาไม่เคยมีกั๊ก เดินใส่เฮิร์นส์แบบไม่กลัวเรื่องข้อเสียเปรียบเรื่องขนาดตัว ในไฟต์นั้นทั้งคู่ชกกันแค่ 8 นาที หรือไม่ถึง 3 ยก แต่เป็น 8 นาทีที่แลกหมัดกันแทบทุกๆการกระพริบตาของคนดู “มันไม่เหมือนการชิงแชมป์โลก แต่มันเหมือนการอาละวาดของปีศาจ 2 ตนมากกว่า”

นักเขียนที่มีนามปากกว่า KEITH เขียนอธิบายไฟต์ดังกล่าวลงในเว็บไซต์ urbanareas.net นอกจากความมันแล้ว มันต้องเรียกว่าเป็นงูกินหาง เพราะทั้ง 4 คนนั้นไม่มีใครสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นเบอร์ 1 แบบไร้ข้อโต้แย้ง เพราะพวกเขามักจะชนะอีกคน แล้วก็ไปแพ้อีกคน วนไปอยู่อย่างนี้ และการผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ทำให้สตอรี่ของการแย่งชิงเข็มขัดแชมป์รุ่นมิดเดิลเวตตื่นเต้นเร้าใจตลอดช่วงยุคของจตุรเทพเหล่านี้ ยกตัวอย่างอีกสัก 1 ไฟต์

นั่นคือไฟต์ในปี 1980 ซึ่งเป็นไฟต์ระหว่าง ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ที่จะพบกับ โรแบร์โต้ ดูรัน วันนั้นโลกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คนอเมริกาถือหางนักชกเหรียญทองโอลิมปิกฮีโร่ของพวกเขาอย่าง เลียวนาร์ด ขณะที่กลุ่มคนชนชั้นแรงงาน หวังให้ ดูรัน กลายเป็นตัวแทนของการสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของพวกเขา ก่อนชก แม้ ชูการ์ เรย์ จะถูกสื่อยกย่องเรื่องความอัจฉริยะ และยังเป็นนักชกที่ไม่เคยแพ้ใคร ทว่าเมื่อขึ้นเวทีแล้ว ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ก็ทำให้มวยรองอย่าง ดูรัน

ทนหมัดของ เลียวนาร์ด ได้ครบ 15 ยก อีกทั้งยังตอบโต้กลับอย่างดุเดือดจนสมฉายา ไอ้หมัดหิน และคางเหล็กแห่งปานามา จนสุดท้าย ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ก็ได้รู้จักความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในอาชีพนักมวย โดยไฟต์ดังกล่าวถูกขนานนามว่าเป็น “The Brawl in Montreal” นอกจากนี้ ยังมีไฟต์ระหว่าง เลียวนาร์ด กับ เฮิร์นส์ ซึ่งเป็นศึกต่างฝ่ายต่างเดินหน้าใส่กันยับ แม้สุดท้ายเป็น เลียวนาร์ด ที่ชนะทีเคโอยก 14 จากการชก 15 ยก แต่ก็เป็นชัยชนะที่เขายอมรับว่า

“เกือบตาย” “การชกกับเฮิร์นส์ในปี 1981 นั้นเป็นอะไรที่สุดยอด และเป็นการวัดกันที่ความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจจริงๆ ผมคิดว่านั่นคือไฟต์ที่สุดๆแล้วที่ผมเจอมา” “ผมเคยคุยกับ มูฮัมหมัด อาลี และเขาเคยเล่าเรื่องไฟต์ระหว่าง โจ เฟรเซียร์ ให้ผมฟัง เขาบอกว่า ‘เรย์ ฉันเกือบตายเลยว่ะจะบอกให้’ ตอนแรกผมไม่เข้าใจจนเจอไฟต์กับเฮิร์นส์นั่นแหละ ผมสูญเสียพลังไปแทบทั้งหมด หลังผ่านไป 12 ยก ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ จึงต้องงัดออกมาหมดทั้งพลังกาย,

UFABETWINS

พลังใจ และพลังจิต ทุกอย่างที่มีเพื่อกลายเป็นผู้ชนะ” เลียวนาร์ดกล่าว ซึ่งสิ่งที่เลียวนาร์ดพูดนั้นไม่เกินความจริงเลย เพราะหากเขาไม่สามารถน็อกได้ เจ้าตัวแพ้แน่นอน เพราะจากใบคะแนนที่กรรมการทั้ง 3 คนด้านล่างเวทีให้นั้น ชัดเจนว่าหากการต่อสู้ดำเนินจนครบ 15 ยก เฮิร์นส์จะคว้าชัยชนะ 4 ศัตรูที่รักและยากจะมีให้เห็นอีก ช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ของกลุ่มแชมป์โลกรุ่นมิดเดิลเวตที่เก่งกาจเทียบเท่ากัน 4 คน เริ่มจางหายเมื่อเวลาผ่านไป

แต่แฟนมวยยังคงจำได้เสมอว่าความดุเดือดของทั้ง 4 ในยุคนั้น คือสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะปัจจุบันโลกของมวยได้เปลี่ยนไปแล้ว เหตุผลหลักๆ นอกจากความเก่งกาจของนักมวยที่พรวดขึ้นมาทีเดียว 4 คน และสไตล์การชกที่หักล้างกันไปมาจนเหมือนต้องหาวิธีแก้ทางกันตลอดเวลาแล้ว เรื่องของการถ่ายทอดสดก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ยอมรับว่าในยุคที่กลุ่มจตุรเทพมีชื่อเสียงในยุค 80 ‘s นั้น เป็นยุคที่การถ่ายทอดสดมวยนั้นเข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่เป็นการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแบบ Pay Per View เหมือนทุกวันนี้ และอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น การชกแต่ละไฟต์ของพวกเขามีสถานีโทรทัศน์

ทั่วโลกซื้อไปถ่ายทอดสดมากถึงระดับ 500-600 สถานี ทำให้แฟนๆมีโอกาสได้รู้จัก ได้ติดตาม ได้รู้ถึงที่มาที่ไป และได้เห็นความมันด้วยตาตัวเอง ทว่าในยุคนี้ ลิขสิทธิ์ตกอยู่กับนายทุนรายใหญ่ ที่หากผู้คนอยากจะดูมวยขึ้นมาก็ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าชมซึ่งไม่ใช่จำนวนน้อยๆ และเมื่อคนได้ดูน้อยลง พวกเขาก็ยากจะเข้าใจว่านักมวยรุ่นใหม่ๆเก่งอย่างไร ดุเดือดแค่ไหน และมีอะไรน่าติดตาม และเมื่อไม่รู้จัก ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นอีกที่จะทำให้กลุ่มคนดูยอมจ่ายตังค์เพื่อมาดูใครก็ไม่รู้

ชกนั่นเอง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ความคลาสสิกของวงการมวยยุคเก่าหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน อย่างไรเสีย ทุกอย่างในโลกก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้ยุคนี้ความนิยมของมวยสากลจะลดน้อยถอยลงไปบ้างไม่ว่าจะในรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ แต่สุดท้ายสิ่งที่จะทำให้ความยิ่งใหญ่ของวงการมวยกลับมานั้น เราสามารถเอาตัวอย่างของกลุ่มจุตรเทพยุค 80’s มาเป็นกรณีศึกษาได้ ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาดังคับโลกพร้อมๆกันก็เพราะว่า พวกเขามีทั้ง สไตล์, คาแร็คเตอร์ และ ไทมิ่ง

ที่เหมาะเจาะ ที่สำคัญเมื่อได้ขึ้นชก ต้องชกให้สนุก จับใจแฟนมวยให้ได้ เอาให้แฟนๆจำได้ติดตาและทำให้พวกเขากลับมาดูอีกครั้งเมื่อนักมวยคนนั้นๆมีไฟต์ชกครั้งต่อไป นอกจากนี้ กลุ่มนายทุนจะต้องทำให้มวยเข้าถึงคนดูง่ายขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ต้องให้แฟนๆได้เข้ามาสัมผัสด้วยตนเองก่อนว่า “ทำไมพวกเขาจึงต้องจ่ายเงินเพื่อดูมวย?” และสิ่งที่จะทำให้แฟนๆเข้ามามาและไม่มีวันออกไปคือ มวย “ต้องสนุก”.. เมื่อมวยตอบโจทย์ทั้งความดุเดือด, ความเอ็นเตอร์เทน

และมีสตอรี่ที่น่าติดตามแล้ว มันก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่สามารถดึงคนดูอยู่ได้จนจบการฉาย และไม่ว่าจะทำภาคใหม่ออกมาอีกกี่ภาค พวกเขาก็จะมีฐานแฟนคลับรอสนับสนุนเสมอ และนั่นเองคือจุดที่ทำให้ “ความนิยม” คงอยู่อย่างยั่งยืน

 

เพิ่มเติม  >>> UFABETWINS

คลิกเลย  >>> https://www.bohdgaya.net